เมืองต้องมนต์เสน่ห์แห่งสายน้ำ ณ เวนิส ประเทศอิตาลี

เดินทางจาก ตะลุยมิลาน (Milan) มาถึงจุดหมายปลายทางที่ Venezia Santa Lucia ขึ้นมาจากสถานี Venezia Santa Lucia พูดได้คำเดียว เหมือนถูกต้องมนต์สะกดด้วยมนต์เสน่ห์แห่งสายน้ำที่โด่งดังอย่างเวนิส ขึ้นมาปุ๊ปพบกับ Grand Canal จะเห็นการสัญจรไปมาด้วยเรือกอนโดล่า

และนี่ค่ะคือ ถึงแล้ว โรงแรมฮิลตัน โมลิโน่ สติ๊กกี้ เวนิส (Hilton Molino Sticky Venice) ที่เราเลือกพัก ขอเปิดภาพแรกที่ทำเราให้เลือกจองที่นี่ นี่คือวิวจากเตียงนอนในห้องพักค่ะ บรรยากาศโรแมนติกแบบให้ภาพเล่าเรื่อง

และนี่คือภาพรีวิวบางส่วนของห้องพัก และด้านหน้าโรงแรม ห้องพักทุกห้องได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา เครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน และบางห้องวิวเมือง บางห้องวิวคลองเวนิส ขึ้นอยู่กับประเภทห้องพักที่เลือกจองค่ะ

“เวนิส” เป็นเมืองที่ได้รับการขนานนามว่า เมืองแห่งสายน้ำ เป็นเมืองในอันดับต้นๆของประเทศอิตาลีที่ผู้คนจากทั่วโลกใฝ่ฝันอยากจะมาเยือนสักครั้ง เราก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะความสวยงามสุดโรแมนติกของอาคารบ้านเรือนที่ตั้งอยู่กลางน้ำ

เวนิสเป็นเกาะที่อยู่ออกไปในทะเลเอเดรียติก (Adriatic Sea) ประกอบด้วยหลายเกาะ สามารถเดินทางด้วยเรือไปเที่ยวได้ทุกเกาะ ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนเวนิส เค้าบอกว่าเมืองนี้เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวมากันอย่างคับคั่งทุกวัน

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในเวนิสนั้น มีไฮไลท์อยู่หลายที่ด้วยกันที่ รวมถึงการนั่งเรือกอนโดล่า ก็เป็นไฮไลท์เด็ดของที่นี่ เลือกเรือ เลือกคนพายได้จนกว่าจะถูกใจแล้วค่อยลงเรือค่ะ มีบริการอยู่หลายท่าเรือรอบเกาะ เค้าจะพาเราพายไปใน แกรนด์ คาแนล ภาษาอิตาเลียน เรียกว่า “คานาเล่ แกรนเด้” เป็นคลองที่มีชื่อเสียงของที่เวนิส และเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่อยากล่องเรือกอนโดล่าที่นี่นั่นเองค่ะ

เราก็เดินเลือกอยู่นานเช่นกัน เพราะอยากได้เรือที่เบาะนั่งสีแดง และคนพายแต่ตัวโทนขาวดำ แอบเรื่องเยอะ 555+ คนอิตาลีใจดีนะคะ อารมณ์ดีด้วย พายไปร้องเพลงไป ชิลมากค่ะ

ขึ้นจากเรือไปต่อกันที่ สะพานรีอัลโต (Ponte di Rialto) เป็น 1 ในสะพานข้ามแกรนด์คาแนล และเป็นสะพานที่เก่าแก่มีชื่อเสียงมาก เคยสร้างขึ้นด้วยไม้ และหลังจากนั้นมีการรื้อและสร้างใหม่ด้วยหินอย่างที่เห็นในภาพ เป็นสะพานเชื่อระหว่างเกาะ San Polo และ เกาะ San Macro โดยรอบเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ นักท่องเที่ยวจะเยอะมากบริเวณนี้ ทั้งมาทาน และมาถ่ายรูป

มหาวิหารซานมาร์โก้ (San Marco) เป็นโบสถ์สำคัญของเมืองเวนิส ตกแต่งสไตล์โกธิค ผสมผสานเรอเนซองซ์ วิหารออกแบบเป็นทรงโดม ประดับประดาด้วยกระเบื้องโมเสกสีทองสวยงามมาก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “Church of Golden” นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพด้านหน้าวิหารกันเป็นจำนวนมาก เพราะภายในไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพนะคะ

เราก็ต่อคิวขึ้นไปชมเวนิสมุมสูงกับเค้าด้วยนะคะ ด้านบนจะเปิดให้ขึ้นเป็นรอบๆ รอคิวนิดหน่อยไม่นานมาก แต่ได้เห็นภาพมุมสูงแบบนี้ก็คุ้มค่าค่ะ บ้านเรือนหลังคาสีสันคลุมโทนสวยดี

ร้านอยู่ถัดจากสะพานรีอัลโต รสชาติต้นตำหรับ จัดว่าอร่อยค่ะ พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ทั้งร้าน (บางร้านพนักงานจะพูดแต่ภาษาอิตาลีนะคะ) เมนูสปาเกตตี้หมึกดำ เป็นเมนูแนะนำที่มีความนัว เส้นนุ่ม ไม่มีปลาหมึกเลยนะ แต่อร่อยลงตัวสุดๆ กับเมนูที่เราชอบคือ พิซซ่าแป้งบางกรอบ

ตอนสั่งคิดว่าทานไม่หมดแน่ๆ เพราะน่าทานทุกเมนู แต่ก็สั่งและเกลี้ยงทุกจานเลยค่ะ มีโอกาสได้ไปเยือนเวนิสอีกครั้ง ร้านนี้ต้องกลับไปเยือนอีกแน่นอน

เช้าวันที่ 2 ณ เวนิส หม่ำอาหารเช้ากันที่ Hilton Molino Sticky Venice ก่อนเตรียมออกเดินทางไปเที่ยวเกาะใกล้เคียง คือ Murano กับ Burano

อิ่มท้องแล้วก็มารอขึ้นเรือมุ่งหน้าสู่ Murano (มูราโน่) ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็มาถึงเกาะ ที่มูราโน่ เป็นเกาะที่ผลิตเกี่ยวกับเครื่องแก้ว เป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงของที่นี่เลย

เดินไปรอบๆ มีร้านเครื่องแก้วทั่วเกาะ เป็นอาชีพของคนที่นี่ จะแตกต่างกันตรงดีไซน์ และประเภทของเครื่องแก้ว บางร้านเน้นเครื่องประดับ บางร้านเน้นของใช้ แต่สวยแทบทุกร้าน

บางร้านเป็นแค่ร้านจำหน่ายเครื่องแก้ว แต่บางร้านมีโรงงานผลิตเป็นของทางร้านเองด้วยค่ะ

ไปถึงเกาะที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องแก้วทั้งที ต้องได้ติดไม้ติดมือกลับมาซักชิ้น เราดันไปถูกอกถูกใจขวดน้ำหอมด้วยดีไซน์แล้วช่างถูกจริตเหลือเกิน

อยากได้ทุกสี แต่ต้องตัดใจ บอกกับตัวเองว่า ขวดเดียวพอนะคะ 555+ (พูดกับตัวเองก็ได้) ก็ตัดใจได้มา 1 ขวด พร้อมชำระเงิน ขนาดแพกเกจถุงยังเป็นรูปเกาะเวนิสเลยค่ะ เหมาะแก่การเป็นของฝากมากๆ

ช่วงที่เราไปเที่ยวเป็นช่วงหลังปีใหม่ ทางเกาะมูราโน่ยังคงมีการประดับประดาต้นคริสต์มาสอยู่ ด้วยความที่เกาะขึ้นชื่อเรื่องการเป่าแก้ว ต้นคริสต์มาสก็จะแตกต่างจากที่เราเคยเห็นทั่วไป เป็นต้นคริสต์มาสจากการเป่าแก้วสีสันทั้งต้น ก็สวยไปอีกแบบค่ะ

นั่งเรือต่อไปยัง Burano (บูราโน่) ใช้เวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง นั่งไป ชมวิวไปเพลินๆ แป๊ปเดียวถึงค่ะ บูราโน่ เป็นเกาะขนาดเล็ก ประชากรน้อยกว่ามูราโน่ เป็นเกาะที่ตัวอาคารบ้านเรือนเป็นสีสัน เหมาะแก่การมาเดินถ่ายรูป สวยทุกมุม

ที่เกาะนี้บ้านเรือนจะเป็นสีลูกกวาด เรียงรายกันเป็นทิวแถว ถึงบ้านจะอยู่หลังติดกัน แต่เค้าไม่ทาสีเดียวกันนะจ๊ะ คือประชากรเกาะชีวิตสดใส คนประกอบอาชีพประมงกัน รวมทั้งมีร้านขายของโดยเฉพาะผ้าลูกไม้

จะมุมไหน ขอแค่มีแดดส่องมา ได้รูปสวยแน่นอน เมมกล้องต้องพร้อมนะคะ แอบบอกว่า ถ้ามาเที่ยวเกาะนี้ แต่งตัวโทนดำ-ขาว รอดทุกรูป ไม่กลืนไปกับบ้านสีลูกกวาดแน่นอน

แต่เกาะนี้ที่เป็นแลนด์มาร์คที่นักท่องเที่ยวมาแวะชมกัน ก็จะเป็น หอนาฬิกาของโบสถ์ Church of St. Martin คือตัวหอจะเอียงนะคะ

หอนาฬิกาของโบสถ์ Church of St. Martin  มีสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกผสมเรเนสซองส์ แอบไปอ่านมา เค้าบอกว่าตอนสร้างหอก็ตรงสวยงามค่ะ แต่เนื่องด้วยเกาะบูราโน่เคยเกิดเหตุการณ์แผ่นดินทรุดตัว จึงทำให้หอนาฬิกาได้รับผลกระทบและเอียงอย่างที่เห็น

ตลอดรอบเกาะ ก็จะมีร้านขายเส้นพาสต้าที่ขึ้นชื่อ ร้านคาเฟ่ และร้านจำหน่ายโปสการ์ด สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากส่งโปสการ์ด สามารถเลือกซื้อ เขียนเสร็จ ฝากทางร้านส่งได้เลยด้วยค่ะ

เดินจนรอบเกาะแล้ว นั่งเรือกลับไปรอชมพระอาทิตย์ตกกันที่เวนิส ตรงด้านบนสะพานรีอัลโต (Ponte di Rialto) กันค่ะ ตอนเย็นๆบริเวณสะพานนี้คนจะไปรอชมวิวพระอาทิตย์ตกกันเยอะมาก

บรรยากาศโรแมนติกที่สุด จะมาเป็นคู่ เป็นครอบครัว ก็ดีค่ะ อากาศเย็นๆ กับไอแดดอุ่นๆ แสงสีทองเป็นประกายกำลังจะลับขอบฟ้าที่เชื่อมต่อกับขอบน้ำ ละมุนกว่านี้มีอีกมั้ยยยยย ขอเก็บภาพความประทับใจไว้ที่มุมนี้ แล้วเราจะพบกันอีกเวนิส เดี๋ยวต้องเตรียมเก็บกระเป๋าย้ายเมืองมุ่งหน้าสู่ Florence แล้วค่ะ ใช้เวลาประมาณ 2 ช่วโมง นั่งรถไฟย้ายเที่ยวเมืองมาฟลอเรนซ์กันต่อนะคะ

ช่วงเวลาการเดินทาง : February 2019
อุณหภูมิ : 3-10 องศา
สถานที่ : เวนิช (Venezia) ประเทศอิตาลี (ITALY)
ที่พัก : Hilton Molino Sticky Venice

One thought on “เมืองต้องมนต์เสน่ห์แห่งสายน้ำ ณ เวนิส ประเทศอิตาลี

Add yours

Leave a comment

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑

Design a site like this with WordPress.com
Get started