ว้าปจาก เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) มาสู่อาณาจักรโรมัน กันค่ะ กรุงโรม หรือภาษาอังกฤษเขียนว่า Rome ส่วนภาษาอิตาลี Roma เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นลัตซีโยและประเทศอิตาลี เราเดินทางโดยรถไฟความเร็ว Napoli Centrale ราคาประมาณ 30 ยูโร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง แบบไม่ต้องเปลี่ยนขบวน
ถึงสถานีรถไฟปุ๊ป ก็รอบัสจากทางโรงแรมที่เราจองไว้ เพื่อไปเช็คอินเข้าที่พัก รอไม่นาน บัสของโรงแรม Rome Cavalieri, A Waldorf Astoria Hotel ก็มารับ และส่งเราลงถึงหน้าลอบบี้เลยค่ะ
แค่ลอบบี้ก็ใหญ่โตอลังการ เค้าบอกกันว่า ระเบียงของห้องพักโรงแรมนี้ คือ วิวดีที่สุด เพราะโรงแรมตั้งอยู่บนเขา ทำให้เราเห็นวิวเมืองของโรมในมุมสูง ใช้เวลาไม่นาน ก็ได้คีย์การ์ดมาเรียบร้อย
วิวจากระเบียง สวยงามตามคำร่ำลือจริงๆค่ะ มุมไกลๆ ก็จะเห็นเมือง แต่มองลงไปมุมกด ด้านล่างของโรงแรมก็จะเป็นสระว่ายน้ำ Outdoor ค่ะ
เข้ามาดูด้านในห้องพักกันบ้างค่ะ ห้องพักตามาตรฐาน Luxury 5 Star ถือว่าปิดท้ายของทริปนี้ เราจะพักกันที่นี่ 3 คืนค่ะ
Amenities Hotel ก็ใช้ของ Salvatore Ferragamo สมกับการโปรโมทว่าเป็น Luxury Hotel
จุดมุ่งหมายของการมาเยือนอาณาจักรโรมัน คือ นครรัฐวาติกัน ส่วนวันอื่นๆ เราก็จะไปเที่ยวรอบๆกรุงโรม เลยเลือกที่จะซื้อตั๋วรถไฟใต้ดิน Termini ซึ่งเป็นตั๋วแบบ ROMA PASS แบบ 48 ชั่วโมง ราคา 28 ยูโร จะขึ้นลงเท่้าไหร่ก็ได้ภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งเหมาะกับคนเที่ยวเองแบบเรา เพราะอาจจะมีการหลง หรือ ลงผิดสถานี 555+
กรุงโรมเป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ และที่เที่ยวเยอะมาก ซึ่งแต่ละที่ค่อนข้างอยู่ไกลกัน ใช้เวลาในการเดินทางค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นต้องวางแพลนการเดินทางค่อนข้างกระชับ เพื่อให้ไปได้ครบตามที่แพลนไว้
เริ่มต้นครึ่งบ่ายวันแรกของที่กรุงโรม นั่งรถไฟไปกันที่ Colosseum (โคลอสเซียม) จัดเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหรรศจรรย์ของโลก เป็นโบราณสถานที่ใหญ่ที่สุด
ตัวสนามก่อสร้างเป็นวงกลมด้วยอิฐโบราณ ยาวโดยรอบประมาณ 527 เมตร สูง 58 เมตร มีห้องใต้ดินด้านล่างเป็นสุสานฝังศพ และด้านบนก่อสร้างทั้งหมด 4 ชั้น บรรจุคนได้มากกว่า 80,000 คนในสนามแห่งนี้
โซนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมได้ จะเป็นชั้น 1 และชั้น 2 โดยสามารถเดินได้โดยรอบ สนามแห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับแข่งกีฬากลางแจ้ง และเป็นสนามประลองการตู้สู้ของนักโทษกับสิงโต หากนักโทษพ่ายแพ้และถึงแก่ชีวิต ก็จะถูกฝังไว้ที่บริเวณชั้นใต้ดินของโคลอสเซียมแห่งนี้
ค่าเข้าชม 12 ยูโรต่อคน แต่ละเดือนเวลาเปิด-ปิด จะไม่ตรงกันนะคะ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ แนะนำว่าให้เช็คมาล่วงหน้าก่อนเดินทางมาเยี่ยมชม
เดินชมไปรอบๆ จะมีมุมไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวนิยมมะแชะภาพเป็นที่ระลึกกัน คือ มุมประตูชัยโบราณยุคโรมัน Arco di Costantino เป็นประตูสำหรับเฉลิมฉลองชัยชนะจากการออกศึกทุกครั้งที่ได้รับชัยชนะกลับมา

มุมประตูชัยโบราณยุคโรมัน Arco di Costantino
จากจุดนี้ เดินเท้าไปต่อกันที่ อาคาร Monumento a Vittorlo Emanuele II เป็นอนุสรณ์สถานของพระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 2 เป็นการสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของกษัตริย์องค์แรกของประเทศอิตาลี
อนุเสาวรีย์ถูกสร้างขึ้นด้วยหินอ่อนสีขาว และระดมนักประติมากรที่มีชื่อเสียงจากทั่วอิตาลีมาช่วยแกะสลัก เช่น Leonardo Bistolfi และ Angelo Zanelli ถึงแม้อนุเสาวรีย์นี้จะมีชื่อเสียงของโรม แต่คนโรมไม่ชอบ เดิมทีเป็นสถานที่สำหรับเฉลิมฉลอง แต่หลังจากนั้นเป็นที่สำหรับบรรจุศพทหารที่เสียชีวิต
ปัจจุบันด้านบนของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ปรับให้เป็นจุดชมวิวแบบพาโนรามาให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปชมวิวในมุมสูงกัน สามารถซื้อบัตรและรอต่อคิวขึ้นลิฟแก้วขึ้นไปด้านบนได้ค่ะ คนละ 5 ยูโรค่ะ

บัตรขึ้นชมวิว 
ลิฟแก้ว
วิวด้านบน ด้านนึงจะมองไปเห็น โคลอสเซียมเลยค่ะ ส่วนอีกด้านจะเป็นวิวเมืองของกรุงโรม

วิวโคลอสเซียม 
วิวเมืองของกรุงโรม
ช่วงก่อนพระอาทิตย์ตก แสงกำลังสวยเลย โรแมนติกมากๆ ท่ามกลางอากาศหนาวๆ ฟินที่สุด
เดินชมวิวเพลินๆ หันมาอีกที โคลอสเซียมเปิดไฟยามค่ำคืนแล้ว ก็ได้บรรยากาศอีกแบบนะคะ ได้ชมทั้งแบบกลางวันและยามค่ำคืน
ค่ำคืนนี้แวะทานอาหารและเตรียมเข้าที่พักเอาแรง พร้อมตื่นมาทานอาหารเช้าของ Rome Cavalieri, A Waldorf Astoria Hotel กันค่ะ
เช้าวันที่ 2 ที่กรุงโรม เป้าหมายของเราคือจะเดินทางไป นครรัฐวาติกัน เลือกที่จะไปแต่เช้าตรู่ เพราะสายแล้วคิวรอเข้าชมด้านใน เรียกกันว่า ยาวเป็นกิโลเมตรเลยทีเดียว
State of the Vatican City “นครรัฐวาติกัน” เป็นศูนย์รวมจิตใจและวัฒนธรรมอันสุดตระการตาของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นครรัฐวาติกันถูกจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศที่มีอิสรภาพและมีอำนาจอธิปไตยในการปกครองตัวเอง ของกรุงโรม ประเทศอิตาลี

State of the Vatican City “นครรัฐวาติกัน”
ปัจจุบัน นครรัฐวาติกันได้เปิดพื้นที่บางส่วนของอาณาเขตเมืองให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม ได้แก่ Vatican Museums พิพิธภัณธ์แห่งชาติวาติกัน เป็นสถานที่รวบรวมงานศิลปะและสถาปัตยกรรมสุดวิจิตระการตา พิพิธภัณธ์อันดับต้นๆของโลกที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่าปีละ 4.2 ล้านคน
ความพิเศษอีกอย่างของรัฐวาติกันก็คือ สวิสการ์ด เป็นทหารชาวสวิสที่สวมเครื่องแบบแต่งกายอันโดดเด่น และขึ้นชื่อในเรื่องความความ จงรักภักดี เก่งกล้า โดยสวิสการ์ดจะทำหน้าที่เป็นทหารองครักษ์รักษาความปลอดภัยของพระสันตะปาปา และภายในคริสตจักร โดยทหารเหล่านี้ต้องนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก อายุระหว่าง 19 – 30 ปี สูงอย่างน้อย 174 เซนติเมตร มีทักษะพูดได้ 3 ภาษา. ชุดก็เก๋ คุณสมบัติก็เพียบพร้อม ยืนมองไปแบบฟินๆ 555+

สวิสการ์ด (Swiss Guard)

รูปปั้นปิเอตา (Pieta) ของไมเคิลแองเจโล
ผ่านประตูทางเข้ามาด้านใน จะพบกับรูปปั้นปิเอตา (Pieta) ของไมเคิลแองเจโล เป็นงานแกะสลักหินอ่อนที่ดูพริ้วไหว เสมือนรูปปั้นมีชีวิต นักท่องเที่ยวต่างมายืนชมที่จุดนี้กันเป็นจำนวนมาก
ภายในกว้างขวางมาก และมีการประกอบพิธีบูซามิสซาจริงหากไปตรงช่วงเวลาพอดี กลิ่นกำยานหอมมากค่ะ
ตัววิหารมีความสูง 132.50 เมตร ยาว 211.50 เมตร ภายในมีห้องทั้งหมด 1,400 ห้อง ตั้งอยู่บนเสาหินอ่อนจำนวนกว่า 800 ต้น ด้านบนเพดานเป็นภาพจิตรกรรมสุดตระการตา และได้จารึกภาษาลาตินไว้
วิหารแห่งนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างราว 120 ปี เเละเปิดใช้งานจริงในปี ค.ศ.1626 ได้รับการออกแบบโดยยอดศิลปินเอกชื่อดังของโลก 3 ท่าน คือ บรามันเต (Bramante), ราฟาเอล (Raphael) และไมเคิลแองเจโล (Michelangelo)
มุมนี้เป็นมุมสำหรับนักท่องเที่ยวมาจุ่มน้ำเสก ตามความเชื่อของทางศาสนาคริสต์ ออกแบบได้สวยงาม และอลังการมากค่ะ

St. Peter’s Baldachin
สิ่งนี้เรียกว่า St. Peter’s Baldachin หรือซุ้มเซนต์ปีเตอร์ ผลงานของ Bernini นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพมุมนี้กันเป็นจำนวนมาก ถึงขั้นต่อคิวยาวเหยียด
บริเวณจัตุรัสยังถูกโอบล้อมด้วยเสาหินหลายสิบต้น แต่ละต้นมีความสูง 20 เมตร ด้านบนประดับด้วยรูปปั้นนักบุญและบุคคลสำคัญในศาสนาคริสต์ ออกมานอกวิหาร จะเป็น จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ส (Saint Peter’s Square) เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาร็อคอันงดงาม มีเสาโอเบลิสก์ (Obelisk)

ด้านหลัง คือ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ส (Saint Peter’s Square)
ที่จัตุรัสแห่งนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีในช่วงเวลาสำคัญ เช่น เมื่อมีการแต่งตั้งพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่หรือ ในวันอิสเตอร์ (Easter) ซึ่งเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของศาสนาคริตส์
ผู้คนบริเวณด้านหน้าจตุรัสเยอะมาก คือ ถ่ายยังไงก็ติดคนจ้า วันที่เราไปนี่ช่วงเช้า ถือว่าคนยังน้อยนะคะ ถ้าเริ่มสายๆ นี่นึกว่ามากันเป็นหมู่คณะแบบไม่รู้จักกันค่ะ 555+ แล้วเราก็เดินไปต่อกันที่โซนของพิพิธภัณฑ์วาติกัน (The Vatican Museums) สร้างขึ้นในสมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 โดยได้เก็บสะสมผลงานทางศิลปะของศาสนจักรคาทอลิก
ภายในพิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 54 ห้อง แบ่งเป็นงานศิลปะตามยุค
พิพิธภัณฑ์นี้เป็นแนวคิดของพระสันตะปาปามีแนวคิดให้ประชาชนได้เข้าชมของสะสม
และจะพลาดไม่ได้กับแนะนำมุมมหาชนของพิพิธภัณฑ์นี้ จะต้องมาแวะถ่ายรูปกันนั่นก็คือบันไดวน อยู่ตรงบริเวณทางออกพิพิธภัณฑ์ เป็นผลงานของบรามันเต (Bramante) เป็นบันไดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ต้องหาจังหวะที่คนน้อยๆ ก็จะได้รูปมุมยอดฮิตค่ะ ส่วนตรงบริเวณทางออกมีร้านจำหน่ายของที่ระลึก และโปสการ์ดสวยๆ ใครอยากส่งความคิดถึงผ่านทางโปสการ์ดจากนครรัฐวาติกัน สามารถส่งได้จากที่นี่เลยนะคะ

บ่ายวันนี้วันแห่งการช้อปปิ้ง ไปโซนแหล่งช้อปปิ้งตรง บันไดสเปน Spanish Steps เป็นบันไดที่กว้างที่สุดและยาวที่สุดในทวีปยุโรป ซึ่งได้รับการตกแต่งสวยงามและล้อมรอบไปด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงาม เป็นบริเวณสำหรับจัดแฟชั่นโชว์ ที่ชื่อบันไดสเปนนั่นก็เพราะว่าแต่เดิมนั้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของสถานฑูตสเปนนั่นเอง
บันไดสเปนแห่งนี้ตั้งอยู่บนจัตุรัสอันเป็นที่ตั้งเชื่อมต่อกับถนน Via Condotti เป็นถนนแห่งการช้อปปิ้งที่เต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Versace , Fendi , Prada , Gucci , Dior , Valentino , Amarni
มาถึงแหล่งทั้งที่ต้องได้ติดไม้ติดมือซักหน่อย เดี๋ยวจะถือว่ามาไม่ถึง พนักงานในช้อปเป็นคนสเปน เทคแคร์ดีมากค่ะ อยากดูรุ่นไหนแบบไหน เดินหยิบได้ตามอัธยาศัย
ยามค่ำคืนไปชมความงดงามของ น้ำพุ เทรวี่ (Trevi Fountain) เป็นลานน้ำพุและอนุสรณ์สถานที่ชื่อเสียงที่สุดของโลก ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี

น้ำพุ เทรวี่ (Trevi Fountain)
น้ำพุ Trevi เป็นน้ำพุที่สร้างขึ้นแบบสถาปัตยกรรมแบบบาโรกที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม สูงถึง 85 ฟุต และกว้างถึง 65 ฟุต ติดตั้งประติมากรรมโอเชียนัส หรือเทพเจ้าเนปจูนเทพแห่งน้ำ ของปิเอโตร บรัคซิ ไว้ในบริเวณช่องกลางน้ำพุ
น้ำพุนี้ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการโยนเหรียญอธิษฐานที่เป็นเสน่ห์ให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมกันอีกด้วย นักท่องเที่ยวมักจะนิยมมาโยนเหรียญอธิษฐานขอพรให้ได้กลับมาอิตาลีอีกครั้ง เราก็ทำเช่นกัน แหะๆ
เช้า วันที่ 3 ณ กรุงโรม ไปร่วมพิธีมิสซา ณ วิหาร Pantheon เป็นวิหารสมัยโบราณที่ยังใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่จนถึงปัจจุบัน เป็นวิหารรูปทรงจตุรัสที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโรม โดยมีอายุมากกว่า 2,000 ปี

วิหาร Pantheon
Pantheon เป็นชื่อที่มีความหมายมาจาก All of god หรือวิหารแห่งเทพ ซึ่งเป็นวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพ ตรงบริเวณหน้าพระแท่น สวย ขลัง เหมือนถูกต้องมนต์สะกด
ภายในวิหารนั้นได้รับการออกแบบให้ไม่มีเสาตรงกลาง เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของการออกแบบของวิหารแห่งนี้คือ Oculus ซึ่งเป็นช่องวงกลมขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 ฟุต ที่อยู่บริเวณตรงกลางโดมโค้งมนภายในตัวอาคาร บ้างก็ว่าเป็นดวงตาสวรรค์ที่เชื่อมระหว่างพระเจ้าและมนุษย์
ด้านข้างของมหาวิหารมีร้านเจลลาโต้ที่คนต่อแถวยาวอีกแล้ว ไม่รอดค่ะ ไปต่อด้วย ต้องลอง โคนละ 6 ยูโร เข้มข้นมาก อร่อยสุดๆ
มื้อกลางวันเลือกที่จะมองหาร้านอาหารสัญชาติอิตาลีอีกซักมื้อ ก่อนส่งท้ายที่จะกลับบ้าน ไฟล์ทค่ำคืนนี้
กลับเข้าโรงแรม เตรียมตัวอาบน้ำไปสนามบิน ขอบอกว่าห้องน้ำโรงแรมกว้างกว่าห้องนอนที่บ้านอีกค่ะ
แต่งตัวเรียบร้อย นั่งรอเวลาเตรียมไปเช็คเอ้าท์ หน้าตาก็จะงองแงหน่อยๆ เพราะต้องกลับไปทำงานที่เรารักต่อแล้ว
ลีมูซีนโรงแรมบริการส่งเราถึงสถานีรถไฟเสร็จสรรพ ใช้เวลานั่งรถไฟไม่นานก็มาถึงสนามบินโรม พร้อมเช็คอินสัมภาระ กับสายการบิน Emirates Airline ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
เตรียมหลับเอาแรง แล้วเราจะพบกันใหม่ทริปถัดไปนะคะทุกคน เป็นการเดินทางสุดแสนประทับใจทริปนึงเลยค่ะ
ช่วงเวลาการเดินทาง : February 2019
อุณหภูมิ : 3-7 องศา
สถานที่ : กรงโรม (Rome) ประเทศอิตาลี (ITALY)
ที่พัก : Rome Cavalieri, A Waldorf Astoria Hotel














































































Leave a comment